|
ด้วยเมื่อปี พ.ศ.2519 ในสมัยนายประพจน์ เรขะรุจิ ดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมประชาสงเคราะห์ได้มีนโยบายสนับสนุนให้สถานสงเคราะห์ต่างๆ
ของกรมประชาสงเคราะห์จัดตั้งทุนมูลนิธิขึ้นในสถานสงเคราะห์ทุกแห่งเพื่อให้สถานสงเคราะห์มีรายได้จากเงินบริจาคเงินดอกผลของมูลนิธิ
นำไปใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็นสมทบกับเงินงบประมาณ ซึ่งได้รับแต่ละปีมีจำนวนจำกัดโดยเฉพาะสถานสงเคราะห์คนชราบ้านบางแค ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีภาระหน้าที่สงเคราะห์คนชราที่ตกทุกข์ได้ยากและไร้ญาติขาดที่พึ่งต้องประสบกับปัญหานี้และได้พยายามแก้ไขอยู่ตลอดมา บางครั้งก็ประสบความสำเร็จ บางครั้งก็ยังค้างอยู่ เรื่องนี้กองสวัสดิการสงเคราะห์ โดยนายประสิทธิ์
ดิศวัฒน์
วึ่งเป็นผู้อำนวยการกองสวัสดิการสงเคราะห์ และนายสมัคร
ตระกูลสฤษดิ์ หัวหน้างานสงเคราะห์คนชรา ในสมัยนั้นได้ตระหนักในเรื่องนี้เป็นอย่างดี ประจวบกับในขณะนั้นได้รับแจ้งจากท่าน พันเอกหลวงสิทธิการไภษัชย์ และนางสิทธิการ ไภษัชย์ ภรรยา มีจิตศรัทธาจะบริจาคเงินให้สถานสงเคราะห์คนชราบ้านบางแค เป็นทุนประเดิมจำนวน 100,000 บาท (หนึ่งแสนบาทถ้วน) โดยจัดตั้งเป็นมูลนิธิตามนโยบายของกรมประชาสงเคราะห์ต่อไป
ต่อมาท่านเจ้าคุณพุทธิวงศ์มุณี และท่านเจ้าคุณธรรมกิตติโสภณ
วัดเบญจมบพิตร กรุงเทพมหานคร ได้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคเงินสมทบอีกจำนวน 10,000 บาท (หนึ่งหมื่นบาทถ้วน)กองสวัสดิการสงเคราะห์จึงได้รับเงินบริจาคเป็นทุนเดิมรวมจำนวนเงิน 110,000 บาท (หนึ่งแสนหนึ่งบาทถ้วน) และได้นำฝากไว้กับกองคลัง กรมประชาสงเคราะห์ เพื่อรอตั้งมูลนิธิ
กองสวัสดิการสงเคราะห์จึงได้ดำเนินการร่างตราสารแล้วขอจัดตั้งเป็นมูลนิธิตามกฏหมายขึ้น เรียกชื่อว่า มูลนิธิสงเคราะห์คนชราและคนไร้ที่พึ่ง FOUNDATION
FOR
THE
WELFARE
OF
THE
AGED
AND
POOR
PEOPLE
ชื่อย่อ(FAP)กำหนดวัตถุประสงค์เพื่อให้
การสงเคราะห์ช่วยเหลือคนชราชายหญิงที่ไร้ญาติขาดที่พึ่งและบุคคลที่ยากจนซึ่งได้รับความทุกข์ยากเดือดร้อนช่วยตัวเองไม่ได้ ให้ได้รับการอุปการะตามปัจจัยสี่พอมีความสุขตามอัตภาพโดยมีทุนและทรัพย์สินของมูลนิธิเป็นทุนเริ่มแรกได้แก่ทุนประเดิม
ในนามของพันเอกหลวงสิทธิการไภษัชย์ และนางสิทธิการไภษัชย์ จำนวนเงิน 100,000 บาท
และทุนสองเจ้าคุณวัดเบญจมบพิตรจำนวนเงิน 10,000 บาท ซึ่งได้ระบุไว้ในคราสารของมูลนิธิ เพ่อเป็นเกียรติแก่ท่านผู้บริจาคตั้งทุนประเดิม และสมทบดังกล่าว
ได้ยื่นเรื่องขอจัดตั้งมูลนิธิต่อกรมการศาสนา
กระทรวงศึกษาธิการ และ ได้ รับอนุญาตเลขที่ 48/2520 เป็นมูลนิธิตามชื่อดังกล่าว เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2520
ครั้นต่อมาได้ยื่นเรื่องขอจดทะเบียนต่อกรุงเทพมหานคร และได้รับอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนในฐานะเป็นมูลนิธิทะเบียนเลขที่ 1165 เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2522 ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่สถานสงเคราะห์คนชราบ้านบางแค เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร ในปัจจุบัน
เมื่อ พ.ศ. 2520 คณะกรรมการบริหารชุดแรกที่ได้รับเลือกตั้งมี 16 คน โยมีนายประพจน์
เรขะรุจิ อธิบดีกรมประชาสงเคราะห์ เป็นประธานกรรมการ นางเรณู โชติดิลก รองอธิบดี เป็นรองประธานกรรมการนางศรีอุไร นัยนานนท์ เป็นเหรัญญิก นายจำรัส ศรีเชื้อ เป็นเลขานุการและกรรมการอีก 12 คน
ต่อมาในปี พ.ศ. 2522 ได้เลือกตั้งคณะกรรมการบริหารใหม่ (ชุดที่ 2 )
โดยมีนายชลอ
ธรรมศิริ อธิบดีกรมประชาสงเคราะห์ เป็นประธานกรรมการ นางเรณู โชติดิลก เป็นรองประธานกรรมการ นางศรีอุไร นัยนานนท์ เป็นเหรัญญิก และนายจำรัส ศรีเชื้อ เป็นเลขานุการและกรรมการอีก 14 คน ต่อมาปี พ.ศ. 2525 เลือกตั้งคณะกรรมการบริหารใหม่ (ชุดที่3) โดยมีนายประมูล
จันทร์จำนงค์ อธิบดีกรมประชาสงเคราะห์ เป็นประธานกรรมการ และนายฉลอง เศวตวงศ์ รองอธิบดี เป็นรองประธานกรรมการนางศรีอุไร นัยนานนท์ เป็นเหรัญญิก นายจำรัส ศรีเชื้อ เป็นเลขานุการและกรรมการอีก 16 คน
เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2533 มูลนิธิบ้านบางแคได้ขอประทานพระกรุณาจาก
พระเจ้าวรวงศ์เธอ
พระองค์เจ้าโสมสวลี
พระวรราชาทินัดดามาตุ ขอให้มูลนิธิ ฯ อยู่ในพระอุปถัมภ์ ได้ประทานพระกรุณาให้มูลนิธิ ฯ อยู่ในพระอุปถัมภ์ เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2534
สำนักงานของมูลนิธิ ฯ ตั้งอยู่ที่ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางแค เลขที่ 813 ถนนเพชรเกษม แขวงบางหว้า เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ
|